กฎกระทรวงมาตรฐานกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2568: สิ่งที่เปลี่ยนไปและโรงงาน 24 ประเภทที่ต้องตรวจวัด

หมวดหมู่ :
กฎหมายและข้อกำหนด
คลังความรู้
01/09/2569
Ratthana Engineering
4 ครั้ง
กฎกระทรวงมาตรฐานกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2568: สิ่งที่เปลี่ยนไปและโรงงาน 24 ประเภทที่ต้องตรวจวัด

สรุปสาระสำคัญกฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ 26 พฤษภาคม 2568 ทั้งคำนิยามใหม่ที่เปิดทางให้ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ ค่ามาตรฐานที่ริมรั้วและปล่องระบาย วิธีการตรวจวัดตามข้อ 8 และข้อ 9 พร้อมบัญชีท้ายกฎกระทรวงโรงงาน 24 ประเภท

กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนที่ 21 ก หน้า 7 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 โดยยกเลิกกฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานและวิธีการตรวจสอบกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2548 ที่ใช้บังคับมากว่า 20 ปี [1][2]

การปรับปรุงครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อสถานประกอบการอย่างน้อยสามเรื่อง ได้แก่ การเปิดช่องให้ตรวจวัดค่าความเข้มกลิ่นด้วยเครื่องมือวิเคราะห์นอกเหนือจากการดมด้วยจมูกคน การเพิ่มโรงงานเกี่ยวกับยางธรรมชาติเข้าสู่บัญชีควบคุม และการปรับค่ามาตรฐานที่ปล่องระบายสำหรับโรงงานนอกเขตอุตสาหกรรม บทความนี้สรุปสาระสำคัญของกฎกระทรวงฉบับใหม่ พร้อมตารางเปรียบเทียบกับฉบับเดิมและบัญชีท้ายกฎกระทรวงที่ระบุประเภทโรงงานซึ่งอยู่ในบังคับต้องตรวจวัดกลิ่น

เหตุผลความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมาย

ตามหมายเหตุท้ายกฎกระทรวง ระบุเหตุผลในการประกาศใช้ไว้ 3 ประการ [1]

  • เพื่อปรับปรุงมาตรฐานและวิธีการตรวจสอบกลิ่นในอากาศจากโรงงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
  • เพื่อให้ครอบคลุมการประกอบกิจการโรงงานที่มีอยู่ให้ครบถ้วน โดยเพิ่มบัญชีท้ายกฎกระทรวงจาก 23 ประเภท เป็น 24 ประเภท ด้วยการเพิ่มโรงผลิตยางเข้ามา
  • เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้ส่วนราชการที่มีอำนาจตามกฎหมายแก้ไขมาตรฐานการควบคุมมลพิษไม่ให้ต่ำกว่ามาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนด [4]

อำนาจในการออกกฎหมายและวันที่มีผลบังคับใช้

กฎกระทรวงฉบับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ประกอบกับมาตรา 8 (5) แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม [3] ให้ไว้ ณ วันที่ 3 มีนาคม 2568 ลงนามโดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 27 มีนาคม 2568

  • ข้อ 1 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป กล่าวคือมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2568
  • ข้อ 2 ให้ยกเลิกกฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานและวิธีการตรวจสอบกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2548

เปรียบเทียบคำนิยาม ฉบับ พ.ศ. 2548 กับ พ.ศ. 2568

ข้อ 3 ของกฎกระทรวงฉบับใหม่ได้ปรับปรุงคำนิยามสำคัญหลายคำ โดยจุดร่วมของการแก้ไขคือการเปิดช่องให้ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ในการตรวจวัดกลิ่นได้ นอกเหนือจากการใช้จมูกคน

คำนิยาม กฎกระทรวง พ.ศ. 2548 กฎกระทรวง พ.ศ. 2568 (ฉบับใหม่)
กลิ่น สิ่งเจือปนในอากาศที่รู้ได้ด้วยจมูกของคน หรือเครื่องมือวิเคราะห์ สิ่งเจือปนในอากาศที่รู้ได้ด้วยจมูกของคน หรือตรวจวัดได้จากเครื่องมือวิเคราะห์
ค่าความเข้มกลิ่น
(odour concentration)
ค่าแสดงสภาพกลิ่นซึ่งเป็นอัตราส่วนการเจือจางตัวอย่างอากาศที่มีกลิ่นด้วยอากาศบริสุทธิ์ จนเกือบจะไม่สามารถรับกลิ่นได้ โดยวิเคราะห์ด้วยการดม (sensory test) ตามข้อ 7 ค่าแสดงสภาพกลิ่นซึ่งเป็นอัตราส่วนการเจือจางตัวอย่างอากาศที่มีกลิ่นด้วยอากาศบริสุทธิ์ ที่รู้ได้ด้วยจมูกของคน หรือค่าที่ตรวจวัดได้จากเครื่องมือวิเคราะห์
เขตอุตสาหกรรม เขตพื้นที่ที่กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เป็นที่ดินประเภทอุตสาหกรรมตามกฎหมายผังเมือง หรือนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตประกอบการอุตสาหกรรม พื้นที่นิคมอุตสาหกรรม หรือเขตประกอบการอุตสาหกรรม หรือโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม โดยตัดเรื่องผังเมืองออก
ตัวอย่างกลิ่น มีนิยามไว้ คือ ตัวอย่างอากาศที่มีกลิ่นบริเวณแหล่งกำเนิดกลิ่นตามข้อ 4 หรือข้อ 7 ไม่มีนิยามนี้แล้ว

ข้อสังเกตสำคัญ ฉบับ พ.ศ. 2568 เพิ่มให้วัดอากาศที่เจือจางด้วยเครื่องมือได้ ซึ่งเปิดทางสู่การใช้เทคโนโลยีอื่น เช่น จมูกอิเล็กทรอนิกส์ (E-Nose) และตัดคำว่า “ตัวอย่างกลิ่น” ออกจากบทนิยาม รวมทั้งเปลี่ยนนิยาม “เขตอุตสาหกรรม” โดยตัดพื้นที่ตามกฎหมายผังเมืองออก แต่เพิ่มโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมเข้ามาแทน

ขอบเขตการบังคับใช้และหลักการควบคุม

ข้อ 4 กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับกับโรงงานในประเภท ชนิด หรือขนาดของโรงงานตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 7 ตามที่ระบุในบัญชีท้ายกฎกระทรวงนี้ ซึ่งกำหนดโรงงานที่ต้องตรวจวัดไว้จำนวน 24 ประเภท (รายการ)

ข้อ 5 ห้ามโรงงานตามข้อ 4 ระบายอากาศที่มีกลิ่นออกจากโรงงาน เว้นแต่ได้ทำการจนอากาศที่ระบายออกนั้นมีค่าความเข้มกลิ่นไม่เกินกว่าค่าที่กำหนดในข้อ 6 หรือข้อ 7 แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ต้องไม่ใช้วิธีทำให้เจือจาง

  • รายการที่ 1–22 และรายการที่ 24 → ใช้ค่ามาตรฐานตามข้อ 6
  • รายการที่ 23 (โรงงานยาง) → ใช้ค่ามาตรฐานตามข้อ 7 ซึ่งกำหนดค่าไว้ต่างจากกลุ่มแรก

ค่ามาตรฐานความเข้มกลิ่น

ข้อ 6 อากาศที่ระบายออกจากโรงงานตามข้อ 4 ในรายการที่ 1 ถึงรายการที่ 22 และรายการที่ 24 ต้องมีค่าความเข้มกลิ่นดังนี้

  • กรณีตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรม ค่าความเข้มกลิ่นบริเวณรั้วหรือขอบเขตภายในโรงงานไม่เกิน 30 หรือค่าความเข้มกลิ่นที่ปล่องระบายอากาศของโรงงานไม่เกิน 1,000
  • กรณีตั้งอยู่นอกเขตอุตสาหกรรม ค่าความเข้มกลิ่นบริเวณรั้วหรือขอบเขตภายในโรงงานไม่เกิน 15 หรือค่าความเข้มกลิ่นที่ปล่องระบายอากาศของโรงงานไม่เกิน 300 ตามตัวบทข้อ 6

ข้อ 7 อากาศที่ระบายออกจากโรงงานตามข้อ 4 ในรายการที่ 23 (โรงงานยาง) ทั้งกรณีที่ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมและนอกเขตอุตสาหกรรม ต้องมีค่าความเข้มกลิ่นบริเวณรั้วหรือขอบเขตภายในโรงงานไม่เกิน 30 หรือค่าความเข้มกลิ่นที่ปล่องระบายอากาศของโรงงานไม่เกิน 2,500

ตารางสรุปเปรียบเทียบค่ามาตรฐานกลิ่น

ที่ตั้งของโรงงาน กฎกระทรวง พ.ศ. 2548 กฎกระทรวง พ.ศ. 2568
ริมรั้ว / ขอบเขตภายในโรงงาน ปล่องระบายของโรงงาน ริมรั้ว / ขอบเขตภายในโรงงาน ปล่องระบายของโรงงาน
ในเขตอุตสาหกรรม
โรงงานลำดับที่ 1–22 และ 24 30 1,000 30 1,000
โรงงานลำดับที่ 23 (โรงยาง) 30 2,500
นอกเขตอุตสาหกรรม
โรงงานลำดับที่ 1–22 และ 24 15 300 15 1,000
โรงงานลำดับที่ 23 (โรงยาง) 30 2,500

สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ประการแรก เพิ่มโรงงานลำดับที่ 23 (โรงยาง) เข้ามาควบคุมเป็นครั้งแรก โดยกำหนดค่าที่รั้วไม่เกิน 30 และที่ปล่องไม่เกิน 2,500 ทั้งในและนอกเขตอุตสาหกรรม ประการที่สอง ผ่อนปรนค่าที่ปล่องระบายสำหรับโรงงานลำดับที่ 1–22 และ 24 ที่อยู่นอกเขตอุตสาหกรรม จากเดิมไม่เกิน 300 เป็นไม่เกิน 1,000 ขณะที่ค่าที่ริมรั้วยังคงเดิม

วิธีการตรวจวัดและบทเฉพาะกาล

ข้อ 8 การตรวจวัดค่าความเข้มกลิ่นตามกฎกระทรวงนี้ ให้ใช้วิธีการตรวจวัดค่าความเข้มกลิ่นโดยการวิเคราะห์กลิ่นด้วยการดม (sensory test) ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนการตรวจวัดค่าความเข้มกลิ่นด้วยวิธีการอื่นนอกจากวิธีการตามวรรคหนึ่ง เช่น จมูกอิเล็กทรอนิกส์ ก็ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเช่นกัน กล่าวคือกรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องออกหลักเกณฑ์รองรับทั้งวิธี sensory test และวิธีอื่น ๆ

ข้อ 9 (บทเฉพาะกาล) ในระหว่างที่ยังไม่มีการออกหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดตามข้อ 8 ให้นำกฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานและวิธีการตรวจสอบกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2548 และคำสั่งที่ออกตามกฎกระทรวงดังกล่าว มาใช้บังคับแก่การดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจวัดค่าความเข้มกลิ่นไปพลางก่อน จนกว่าจะมีหลักเกณฑ์และวิธีการตามข้อ 8 ใช้บังคับ

สรุปคือ หากกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังไม่ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ ให้ใช้วิธีการตรวจวัดตามประกาศเดิมฉบับ พ.ศ. 2548 ไปก่อน

บัญชีท้ายกฎกระทรวง โรงงานที่ต้องควบคุมกลิ่น 24 ประเภท

บัญชีท้ายกฎกระทรวง พ.ศ. 2568 กำหนดโรงงานที่อยู่ในบังคับต้องตรวจวัดกลิ่นรวม 24 รายการ โดยอ้างอิงลำดับประเภทโรงงานตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 สรุปได้ดังนี้

รายการที่ ลำดับโรงงาน ประเภทหรือชนิดของโรงงาน
1 1 โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการบ่มใบชาหรือใบยาสูบ
2 2 ผลิตผลเกษตรกรรม เช่น การต้ม นึ่ง อบพืชหรือเมล็ดพืช, กะเทาะเมล็ด, อัดปอหรือใบยาสูบ, หีบหรืออัดฝ้ายและปั่นนุ่น, เก็บรักษาหรือลำเลียงพืชในไซโล โกดัง หรือคลังสินค้า, บด ป่น ย่อยส่วนต่าง ๆ ของพืช, เผาถ่านจากกะลามะพร้าว, เพาะเชื้อเห็ด กล้วยไม้ ถั่วงอก, ร่อน ล้าง คัด แยกขนาด, ถนอมผลิตผลโดยฉายรังสี, ฟักไข่โดยใช้ตู้อบ
3 4 เกี่ยวกับสัตว์ซึ่งมิใช่สัตว์น้ำ เช่น การฆ่าสัตว์, ถนอมเนื้อสัตว์โดยการอบ รมควัน ใส่เกลือ ดอง ตากแห้ง หรือแช่เยือกแข็ง, ทำผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปจากเนื้อ มัน หรือหนังสัตว์, สกัดน้ำมันหรือไขมันจากสัตว์, บรรจุเนื้อสัตว์ในภาชนะผนึก, ล้าง ชำแหละ แกะ ต้ม นึ่ง ทอด หรือบดสัตว์, ทำผลิตภัณฑ์จากไข่
4 5 เกี่ยวกับน้ำนม เช่น พาสเจอร์ไรส์หรือสเตอริไลส์, ทำนมสดจากนมผงและไขมัน, นมข้น นมผง นมระเหย, ครีมจากน้ำนม, เนยเหลวหรือเนยแข็ง, นมเปรี้ยวหรือนมเพาะเชื้อ
5 6 เกี่ยวกับสัตว์น้ำ เช่น ทำอาหารจากสัตว์น้ำและบรรจุภาชนะผนึก, ถนอมสัตว์น้ำ, ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปจากสัตว์น้ำ หนัง หรือไขมันสัตว์น้ำ, สกัดน้ำมันหรือไขมัน, ล้าง ชำแหละ แกะ ต้ม นึ่ง ทอด หรือบดสัตว์น้ำ
6 7 น้ำมันจากพืชหรือสัตว์ หรือไขมันจากสัตว์ เช่น การสกัดน้ำมัน, อัดหรือป่นกากที่สกัดน้ำมันออกแล้ว, เติมไฮโดรเจนให้แข็ง, ทำให้บริสุทธิ์, ทำเนยเทียม ครีมเทียม หรือน้ำมันผสมสำหรับปรุงอาหาร
7 8 เกี่ยวกับผัก พืช หรือผลไม้ เช่น ทำอาหารหรือเครื่องดื่มและบรรจุภาชนะผนึก, ถนอมโดยวิธีกวน ตากแห้ง ดอง หรือแช่เยือกแข็ง
8 9 เมล็ดพืชหรือหัวพืช เช่น สี ฝัด หรือขัดข้าว, ทำแป้ง, ป่นหรือบดเมล็ดพืชหรือหัวพืช, อาหารสำเร็จรูปจากเมล็ดพืช, ผสมแป้งหรือเมล็ดพืช, ปอกหัวพืชหรือทำหัวพืชให้เป็นเส้น แว่น หรือแท่ง
9 10 อาหารจากแป้ง เช่น ขนมปังหรือขนมเค้ก, ขนมปังกรอบหรือขนมอบแห้ง, ผลิตภัณฑ์อาหารจากแป้งเป็นเส้น เม็ด หรือชิ้น
10 11 น้ำตาลจากอ้อย บีช หญ้าหวาน หรือพืชให้ความหวานอื่น เช่น น้ำเชื่อม, น้ำตาลทรายแดง, น้ำตาลทรายดิบหรือน้ำตาลทรายขาว, ทำให้บริสุทธิ์, น้ำตาลก้อนหรือน้ำตาลผง, กลูโคส เดกซ์โทรส ฟรักโทส, น้ำตาลจากน้ำหวานของต้นมะพร้าวหรือตาลโตนด
11 12 ชา กาแฟ โกโก้ ช็อกโกแลต หรือขนมหวาน เช่น ใบชาแห้งหรือชาผง, คั่ว บด หรือป่นกาแฟ, โกโก้ผง, ช็อกโกแลต, เก็กฮวยผงหรือขิงผง, ผลไม้อัดเม็ด, เชื่อมหรือแช่อิ่มผลไม้, อบหรือคั่วถั่วหรือเมล็ดผลไม้, หมากฝรั่ง, ลูกกวาดหรือทอฟฟี่, ไอศกรีม
12 13 เครื่องปรุงหรือเครื่องประกอบอาหาร เช่น ผงฟู, เครื่องปรุงกลิ่น รส หรือสีของอาหาร, แป้งเชื้อ, น้ำส้มสายชู, มัสตาร์ด, น้ำมันสลัด, บดหรือป่นเครื่องเทศ, พริกป่น พริกไทยป่น หรือเครื่องแกง
13 15 อาหารสัตว์ เช่น อาหารผสมหรืออาหารสำเร็จรูปสำหรับเลี้ยงสัตว์, ป่นหรือบดพืช เมล็ดพืช กากพืช เนื้อสัตว์ กระดูกสัตว์ ขนสัตว์ หรือเปลือกหอย
14 16 โรงงานต้ม กลั่น หรือผสมสุรา
15 17 โรงงานผลิตเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งมิใช่เอทิลแอลกอฮอล์ที่ผลิตจากกากซัลไฟต์ในการทำเยื่อกระดาษ
17 19 มอลต์หรือเบียร์ เช่น การทำ ป่น หรือบดมอลต์ และการทำเบียร์
18 20 น้ำดื่ม เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม หรือน้ำแร่
19 21 ยาสูบ ยาอัด ยาเส้น ยาเคี้ยว หรือยานัตถุ์ เช่น อบใบยาสูบให้แห้งหรือรูดก้านใบยาสูบ, บุหรี่ซิกาแรตหรือซิการ์, ยาอัด ยาเส้น ยาเส้นปรุง, ยานัตถุ์
21 30 โรงงานสาง ฟอก ฟอกสี ย้อมสี ขัด หรือแต่งขนสัตว์
22 43 ปุ๋ย หรือสารป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืชหรือสัตว์ (pesticides) ยกเว้นปุ๋ยเคมี เช่น การทำปุ๋ยหรือสารกำจัดศัตรูพืช, เก็บรักษาหรือแบ่งบรรจุ, บดดินหรือเตรียมวัสดุอื่นเพื่อผสม
23 52 เกี่ยวกับยาง เฉพาะที่ใช้ยางธรรมชาติ เช่น ทำยางแผ่นขั้นต้นที่มิใช่ทำในสวนยางหรือป่า, หั่น ผสม รีดเป็นแผ่น หรือตัดแผ่นยางธรรมชาติ, ยางแผ่นรมควัน ยางเครป ยางแท่ง ยางน้ำ, ผลิตภัณฑ์ยางนอกจากลำดับที่ 51 จากยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์
24 92 โรงงานห้องเย็น

หมายเหตุ เอกสารสรุปต้นทางให้รายละเอียดไว้ 22 รายการจากทั้งหมด 24 รายการ โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของรายการที่ 16 และรายการที่ 20 ผู้ที่ต้องใช้บัญชีฉบับเต็มควรตรวจสอบกับบัญชีท้ายกฎกระทรวงในราชกิจจานุเบกษาโดยตรง [1]

ข้อสังเกต รายการที่ 23 ซึ่งอ้างอิงโรงงานลำดับที่ 52 เกี่ยวกับยางธรรมชาติ เป็นรายการที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในฉบับ พ.ศ. 2568 ทำให้บัญชีท้ายกฎกระทรวงเพิ่มจาก 23 ประเภท เป็น 24 ประเภท และเป็นรายการเดียวที่ใช้ค่ามาตรฐานตามข้อ 7

สิ่งที่สถานประกอบการควรเตรียม

  • ตรวจสอบว่ากิจการของท่านอยู่ในบัญชีท้ายกฎกระทรวง 24 รายการหรือไม่ และอยู่ในกลุ่มข้อ 6 หรือข้อ 7
  • ยืนยันสถานะที่ตั้งว่าอยู่ในหรือนอกเขตอุตสาหกรรมตามนิยามใหม่ ซึ่งไม่ได้อ้างอิงกฎหมายผังเมืองแล้ว แต่รวมโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม
  • ทบทวนผลตรวจวัดล่าสุดเทียบกับค่ามาตรฐานที่ริมรั้วและที่ปล่องระบายตามตารางข้างต้น
  • ติดตามประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจวัดที่รัฐมนตรีจะกำหนดตามข้อ 8 เนื่องจากในระหว่างนี้ยังต้องใช้วิธีการตามฉบับ พ.ศ. 2548

RE-VEAL ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์แหล่งกำเนิดกลิ่นเชิงลึก ดูรายละเอียดระบบตรวจวัดและวิเคราะห์แหล่งกำเนิดกลิ่น Odor Fingerprint หรือติดต่อทีมงานเพื่อประเมินความสอดคล้องกับกฎกระทรวงฉบับใหม่

เอกสารอ้างอิง

[1] กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2568. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนที่ 21 ก หน้า 7 (27 มีนาคม 2568).
[2] กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานและวิธีการตรวจสอบกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2548.
[3] พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562.
[4] พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 56.